-
1.
เลือกมองหารถที่เหมาะสมกับความต้องการ รูปแบบการใช้งาน ลักษณะรถ และยี่ห้อ
-
2.
พิจารณางบประมาณด้านการเงิน ความสามารถผ่อนชำระรายเดือน ค่าน้ำมันรายเดือน ค่าประกันภัย ภาษีต่อ ทะเบียนค่าซ่อมบำรุงรักษา และค่าอะไหล่ ซึ่งรถแต่ละประเภทจะมีค่าใช้จ่ายดูแลที่แตกต่างกัน
-
3.
เลขไมล์บนแผงหน้าปัด โดยเฉลี่ยรถยนต์ใช้งานปกติ วิ่งประมาณ 20,000-25,000 กม.ต่อ ปี
-
4.
ดูสมุดประวัติการเข้ารับบริการ การบำรุงรักษารถยนต์จากศูนย์บริการ
-
5.
ตรวจดูสภาพภายนอกรถยนต์ เช่น “สีของรถ” ต้องดูกลางแจ้ง ที่มีแสงสว่างเพียงพอ จะช่วยให้เห็นร่องรอยได้ ชัดเจน สีที่ดีจะต้องมีพื้นผิวบาง เรียบ เนียน เป็นเงางาม และให้ดู “เส้นสายของตัวถัง” จะต้องคมและชัดเจน
-
6.
สังเกตร่องรอยการทำสีมาใหม่ โดยดูจาก “แนวตะเข็บขอบต่างๆ” ถ้ามองเห็นสีเป็นรอยเยิ้ม เอามือลูบพบรอย สากจากละอองสี มีรอยคราบจากเทปกาว แสดงว่ารถคันนั้นผ่านการทำสี
-
7.
สังเกตที่ “นอตยึด” ถ้าหัวนอต มีรอยถลอก เยิน ไม่เรียบ แสดงว่ามีการถอดนอตเพื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ หรือ ถอดมาทำสี เช่น นอตยึดกันชน นอตยึดแก้มหน้า นอตยึดบานพับประตู
-
8.
เปิดฝากระโปงหน้าดูสภาพเครื่องยนต์ ต้องไม่มีรอยคราบน้ำมันเครื่องยนต์รั่วซึม ไหลเยิ้ม หรือรอยคราบน้ำมัน เป็นสีคล้ำๆ จุดสังเกตดูที่หน้าเครื่อง ท้ายเครื่องเกียร์
-
9.
ทดลองขับจริง ขั้นแรก “ขึ้นไปนั่งบนรถ” ให้สำรวจอุปกรณ์รอบด้าน ว่าสามารถใช้งานได้ครบ แล้วจึงสตาร์ท เครื่องยนต์ ลองเร่งเครื่องสักสองสามครั้ง เครื่องยนต์ปกติจะต้องทำงานราบเรียบ นิ่มนวล ไม่มีอาการสะดุด ขั้นถัดไป “ออกไปลองขับจริง” สังเกตขณะเข้าหรือเปลี่ยนเกียร์ จะต้องไม่มีอาการกระตุก กระชาก หรือเสียงกุกกัก
-
10.
สำหรับรถที่โดนน้ำท่วม สภาพทั่วไปอาจมีกลิ่นเหม็นอับชื้นบริเวณเบาะ แผงข้าง สังเกตตามซอกมุมต่างๆ อาจมี เศษดินโคลนแห้งติด